ออกหว่าที่แม่สะเรียง
ยอดนิยม3ทั้งหมด 615 บล๊อก 2010-10-31 18:43
ประเพณีออกพรรษาในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 เรียกว่า”ปอยออกหว่า”
ในวัน”ออกหว่า”ชาวไทใหญ่จะทำ”เข่งต่างปุด”ถวายเป็นพุทธบูชา โดย
ใช้ไม้ไผ่สร้างเป็นร้านขึ้นมีรูปทรงเป็นปราสาทตกแต่งด้วยกระดาษที่เขียนเป็น
รูปดอก ลายน้ำและโคมไฟให้สวยงาม ตกแต่งด้วยอ้อย หน่อกล้วย
ผูกติดเสาเข่งต่างปุดทั้ง 4 เสา ด้านล่างจะแขวนผลไม้พืชผลเช่น พริก ถั่ว
แตง อ้อย หอม กระเทียม ผลไม้ชนิดต่างๆ ขนมต่างๆ
ซึ่งจะจัดเตรียมข้าวของเหล่านี้ในวันขึ้น 14 ค่ำ
ทั้งที่วัดและที่บ้านเพื่อจะถวายวันรุ่งขึ้น
วันออกหว่าเช้าวันขึ้น 15 ค่ำชาวบ้านจะถวายเข่งต่างปุดที่บ้านก่อนแล้วไปคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ก่อนไปทำบุญที่วัด ครั้นกลางคืนพระสงฆ์และ ชาวบ้านจะเวียน เทียนหรือถวายเทียนพันเล่ม(เหง)มีการแสดงนก โต ปล่อยโคมลอย ไทใหญ่เรียกว่า”โฮงไฟหวิน” ประเพณีดังกล่าวนี้รู้จักกัน ทั่วไปว่า จองพารา ซึ่งเป็นงานประ จำปีที่ยิ่ง ใหญ่ของชาวไทใหญ่ ซึ่งนอกจากมีการทำบุญร่วมกันที่วัดแล้ว ยังมีการสร้างจองพาราเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ หลังจาก ที่ได้เสด็จขึ้นไป เทศนา โปรดพระมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทั้งนี้ชาวไทใหญ่แต่ละบ้านอาจทำจองพาราขนาดเล็กไว้ที่บ้านของตนด้วย ในงานจองพารา ยังจะมีการแสดงละเล่นต่างๆ เช่น การฟ้อนดาบ การฟ้อนโต การฟ้อนกิงกะหล่า
วันออกหว่าเช้าวันขึ้น 15 ค่ำชาวบ้านจะถวายเข่งต่างปุดที่บ้านก่อนแล้วไปคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ก่อนไปทำบุญที่วัด ครั้นกลางคืนพระสงฆ์และ ชาวบ้านจะเวียน เทียนหรือถวายเทียนพันเล่ม(เหง)มีการแสดงนก โต ปล่อยโคมลอย ไทใหญ่เรียกว่า”โฮงไฟหวิน” ประเพณีดังกล่าวนี้รู้จักกัน ทั่วไปว่า จองพารา ซึ่งเป็นงานประ จำปีที่ยิ่ง ใหญ่ของชาวไทใหญ่ ซึ่งนอกจากมีการทำบุญร่วมกันที่วัดแล้ว ยังมีการสร้างจองพาราเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ หลังจาก ที่ได้เสด็จขึ้นไป เทศนา โปรดพระมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทั้งนี้ชาวไทใหญ่แต่ละบ้านอาจทำจองพาราขนาดเล็กไว้ที่บ้านของตนด้วย ในงานจองพารา ยังจะมีการแสดงละเล่นต่างๆ เช่น การฟ้อนดาบ การฟ้อนโต การฟ้อนกิงกะหล่า





































ความคิดเห็น ดู (7 ดูเดี๋ยวนี้)
สรุปก็ไม่รู้เหมือนกันครับ 555+
เต้นโต - ฟ้อนกิงกะหร่า
ผู้เขียนได้เคยนำเสนอเรื่อง "ฟ้อนกิงกะหร่า" และ "เต้นโต" ในคอลัมน์นี้ ฉบับวันอังคารที่ ๒๘ มีนาคม และอังคารที่ ๔ เมษายน 2549 โดยให้สาระสำคัญของความเป็นมาว่า ในสมัยพุทธกาลหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากการไปจำพรรษาเพื่อโปรดพุทธ มารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะเสด็จลงสู่โลกมนุษย์นั้น พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพร้อมใจกันนำอาหารไปทำบุญตักบาตรที่เรียกว่า "ตักบาตรเทโวโรหณะ" และพร้อมนั้นบรรดาสัตว์ต่าง ๆ จากป่าหิมพานต์อันมี "กินนร" และ "กินนรี" รวมทั้ง "โต" ได้พากันไปเฝ้ารับเสด็จโดยแต่ละชนิดต่างแสดงความลิงโลดดีใจด้วยอาการต่าง ๆ จนมนุษย์จดจำมาเป็นการแสดง
เรื่องราวของความเป็นมาดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนหนึ่ง แต่ยังมีข้อมูลสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์ประเสริฐ ปวโร วัดหนองปลามัน อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ปราชญ์ล้านนาที่ผู้เขียนให้ความเครารพอย่างสูง พระอาจารย์ได้รับคำบอกเล่าจาก พ่ออุ๊ยส่างโพ นันติ บ้านป่าตุ้มดอน อำเภอพร้าว ว่าการเต้นโตและฟ้อนกิงกะหร่า มีเรื่องเล่าดังนี้
ในอดีตกาล มี "ขุนหอฅำ" (เจ้าเมือง) องค์หนึ่งชอบทำบุญทอดกฐินเป็นประจำทุกปี ครั้งหนึ่งมีหญิงหม้ายคนหนึ่งเป็นคนเข็ญใจ อยากร่วมทำบุญทอดกฐินเช่นกัน จึงนำทองคำขนาดบางเท่าปีกริ้นที่ตนอุตส่าห์รวบรวมเงินที่หาได้มาตลอดชีวิต ซื้อไว้แล้วไปขอร่วมทำบุญกับขุนหอฅำ การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับขุนหอฅำเป็นอย่างยิ่ง เพราะขุนหอฅำรังเกียจคนยากจน หญิงหม้ายรู้สึกผิดหวังและน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของตนที่เกิดมาอาภัพไม่มี ใครอยากร่วมทำบุญด้วย ความรู้สึกนี้ร้อนถึง "ขุนหอสิกจา"(พระอินทร์) และ "ขุนสาง" (พระพรหม) เมื่อทราบถึงเจตนาอันเป็นกุศลของนางจึงจำแลงกายเป็นมนุษย์ลงมาบอกกับนางว่า หากมีความประสงค์จะทำบุญทอดกฐิน ก็ให้นางเอาผ้าโพกหัวที่ใช้อยู่ทุกวันไปซักด้วยน้ำจากแม่น้ำ ๗ แห่งให้สะอาด แล้วนำไปถวายแก่สงฆ์ก็ได้ชื่อว่าเป็นการทอดกฐินเหมือนกัน หญิงหม้ายทราบเช่นนั้นก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบทำตามที่พระอินทร์แปลงมา บอก ครั้งถึงวันทอดกฐินของนางขุนหอสิกจาและขุนสาง ก็ ให้เหล่าเทวดาจำแลงกายเป็นมนุษย์ พร้อมกับนางกิ่งกะหร่า (กินนรา) ซึ่งเป็นลูกสาวของท้าวอุดรกุรุทวีปมาร่วมเฉลิมฉลองการทำบุญทอดกฐินของนางใน ครั้งนี้อย่างคับคั่ง
ฝ่ายขุนหอฅำเมื่อได้ทราบว่าหญิงหม้ายจะทอดกฐินแข่งกับตนเช่นนั้นก็รู้สึก โกรธมาก จึงมีบัญชาให้ลูกชายที่มีกำลังอันกล้าแข็งที่ชื่อ วิมาระ พร้อมด้วยสมัครพรรคพวกมากมายมาคอยก่อกวนงานบุญของหญิงหม้าย ซึ่งภาษาไทใหญ่เรียกว่า "ผีลู"
เมื่อพระอินทร์พระพรหมได้ทราบพฤติกรรมของเจ้าเมืองเช่นนั้นจึงได้เนรมิต สัตว์ประหลาด ขึ้นตัวหนึ่งเรียกว่า โต หรือ ซิงห์ธอ ในภาษาไทใหญ่ ให้มาคุ้มครองเหล่าทวยเทพ นางกิงกะหร่าและมวลมนุษย์ที่มาร่วมงานไม่ให้ถูกรบกวนจากพวกอันธพาล โต หรือ ซิงห์ธอ นั้นประกอบไปด้วยสัตว์ต่าง ๆ ถึง ๙ ชนิดในร่างเดียวกัน คือ มีตัวล่ำสันเหมือนสิงห์โต มีหัวเหมือนกระต่าย มีตาเหมือนมังกร มีหูเหมือนวัว มีเขาเหมือนกวาง มีลำคอเรียวเล็กเหมือนคออูฐ มีหงอนบนหัวเหมือนหงอนไก่ มีหนวดเหมือนแพะ มีพละกำลัง และท่าทางเหยาะย่างเหมือนม้า ชาวไทใหญ่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันมาในคราวทอดกฐินมาจนถึงทุกวันนี้ แต่โตอาจจะผิดแผกจากเดิมไปบ้างทั้งนี้เพื่อต้องการความสวยงามก็อาจเป็นได้
ท่านผู้อ่าน อ่านมาถึงตรงนี้คงมีหลายคนร้อง "อ้อ" เพราะข้อสงสัยที่ว่า ทำไมโตถึงมีหัวเป็นกวาง ก็เพิ่งมากระจ่างคราวนี้
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ประเสริฐ ปวโร และ พ่ออุ๊ยส่างโพ นันติ ที่กรุณาเพิ่มเติมให้ข้อมูลเกิดความหลากหลายและคลายข้อสงสัยในบางส่วนได้.
สนั่น ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ภาพประกอบโดยเสาวณีย์ คำวงค์)